ทำนาราคาประหยัด ปลอดภัย ไร้สาร!! นาชีวภาพ ข้าวปลอดสารฯ
โดย อาจารย์ไพรัตน์ เลื่อนไธสง Pairat Luanthaisong
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ โทร 043 811128
นาข้าวในพื้นที่ 1 ไร่ ใส่ปุ๋ยชีวภาพ (ปุ๋ยหมักแห้งหรือโบกาฉิ) 200 กิโลกรัม โดยแบ่งใส่เป็นระยะดังนี้1. ระยะไถพรวน หว่านปุ๋ยชีวภาพประมาณ 100 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ให้ทั่ว ผสมน้ำหมักพืช (หรือจุลินทรีย์อีเอ็ม ) 1 ลิตร กากน้ำตาล 1 ลิตร ในน้ำ 200 ลิตร (1 ถังแดง) ต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่น หรือรดให้ทั่วแล้วไถพรวนทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อให้จุลินทรีย์ในน้ำหมักพืชย่อยสลายวัชพืช และเร่งการงอกของเมล็ดข้าวที่หกหล่น และวัชพืช หลังจากไถพรวนแล้ว 15 วัน ให้ฉีดพ่นน้ำผสมน้ำหมักพืช และกากน้ำตาลในอัตราส่วนเท่าเดิมอีกครั้งหนึ่ง แล้วไถกลบเพื่อทำลายวัชพืชให้เป็นปุ๋ยพืชสด2. ไถคราด พ่นน้ำหมักพืชผสมกากน้ำตาลและน้ำในอัตราส่วนเท่าเดิมให้ทั่วอีกครั้งหนึ่ง แล้วไถคราดเพื่อเตรียมปักดำ3. หลังปักดำ 7-15 วัน หว่านปุ๋ยชีวภาพ (ปุ๋ยหมักแห้ง) 30 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วฉีดพ่นด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืช(หรือจุลินทรีย์อีเอ็ม) ในอัตราส่วนน้ำหมักพืชและกากน้ำตาลอย่างละ 1 ลิตรต่อน้ำ 200 ลิตร4. ข้าวอายุ 1 เดือน หว่านปุ๋ยชีวภาพ 30 กิโลกรัมต่อไร่แล้วฉีดพ่นด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชในอัตราส่วนน้ำ 200 ลิตร ต่อน้ำหมักพืชและกากน้ำตาล อย่างละ 1 ลิตร(สูตรเดิม)
5. ก่อนข้าวตั้งท้องเล็กน้อย หว่านปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยหมักแห้ง 40 กิโลกรัมต่อไร่แล้วฉีดพ่นด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืช ในอัตราส่วนน้ำ 200 ลิตร กับน้ำหมักพืช(หรือจุลินทรีย์อีเอ็ม) และกากน้ำตาลอย่างละ 1 ลิตร6. การป้องกันศัตรูพืช ใช้บรเพ็ด หรือที่อิสานเรียกเครือขอฮอ สด 2 กก.ตัดเป็นท่อนยาว 1 ข้อนิ้วมือ ทุบหรือตำให้แตก แช่ข้าวปลูก 12 กก. ทิ้งไว้ 1 คืนป้องกัน หนอนกอได้เป็นอย่างดี7. การทำลายวัชพืช สำหรับการทำนาข้าวและพืชไร่ หลังจากมีการใช้น้ำหมักพืช(หรือ จุลินทรีย์อีเอ็ม) และปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพแล้ว จะทำให้เมล็ดหญ้าที่พักตัวอยู่ เร่งการงอกขึ้นมาทั้งหมด ทำให้เราสามารถกำจัดวัชพืชได้โดยการไถพรวน เป็นการตัดวงจรชีวิตของวัชพืชเหล่านั้น และมีการหมักทับเป็นปุ๋ยชีวภาพอีกประการหนึ่งด้วย
การทำนาข้าวหอมมะลิ หรือ กข.6(ข้าวนาปี)ต้องตกกล้าต้นเดือนกรกฎาคม ไปปักดำปลายเดือนกรกฎาคม อย่าให้กล้าแก่เกิน 1 เดือน อย่ารีบทำนาจะได้ผลผลิตต่ำ หากเป็นนาหว่านให้หว่านปลายกรกฎาคม หรือต้นสิงหาคม ใช้ข้าวปลูก 20-25 กก.ต่อไร่ หากนาดำใช้ข้าวปลูก 5-6 กก.ต่อไร่ ดำกลีบเดียวดีที่สุด หรือไม่ควรเกิน 2-3 กลีบ
หอยเชอรี่หมัก ทั้งตัวทั้งเปือกบดทั้งไข่ให้ละเอียด 1 กก+ กากน้ำตาล 1 กก. ผสมให้เข้ากัน หมักไว้หนึ่งเดือน คนทุกๆวันหรือจนหมดฟอง ใช้ได้ หรือเติมเชื้อ พด.2 ของกรมพัฒนาที่ดิน 200 กก/ 1 ซอง เป็นไว ใช้ทำนาแทนน้ำหมักพืช เยี่ยมยอดจริงๆ หากมีกลิ่นเหม็นแสดงว่ากากน้ำตาลไม่พอ ให้เติมกากน้ำตาลอีก
แก้ปัญหาความยากจนด้วยแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง
ร่วมเฉลิมฉลองทรงครองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี 2549
ความร่วมมือ ธ.ก.ส. สกลนคร และ มทร.อีสาน กาฬสินธุ์
เอกสารเผยแพร่บริการวิชาการแก่ชุมชน ฝ่ายบริการวิชาการ กองวิจัยและพัฒนา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์
วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552
ทำนาปรังคุณภาพ
การทำนาปรัง
พันธุ์ข้าว
พันธุ์ข้าวที่ใช้ต้องใช้พันธุ์ที่ไม่ไวต่อช่วงแสงเช่น ชัยนาท-1 ปทุมธานี-1 สุพรรณบุรี กข.10 หรือสันป่าตอง-1 หรือข้าวไม่ไวแสงทุกพันธุ์ อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 100-120 วัน อัตราใช้เมล็ดพันธุ์นาหว่าน 20-25 กก./ไร่
การเตรียมดิน
การปรับพื้นที่นาหรือการปรับเทือกให้สม่ำเสมอ จะทำให้ควบคุมน้ำได้สะดวก การงอกของข้าวดีเติบโตสม่ำเสมอ การไถไห้ไถดะทิ้งไว้ 10 วันให้วัชพืชงอกก่อน แล้วไถแปร คราดให้ดีเพื่อกำจัดวัชพืช แล้ทำเทือกเหมือนกับจะตกกล้า การทำเทือก ควรทำก่อนหว่านข้าวหนึ่งวัน เพื่อให้ตะกอนตกดีเสียก่อน แล้วแบ่งกระทงนาออกเป็นแปลงย่อยๆ ขนาดกว้าง 3-5 เมตร ยาวตามความยาวของกระทงนาการแบ่งอาจใช้วิธีแหวกร่อง หรือใช้ไหกระเทียมผูกเชือกลากให้เป็นร่องก็ได้ เพื่อให้น้ำตกลงจากแปลงให้หมด และร่องนี้ยังใช้เป็นทางเดินระหว่างหว่านข้าว หว่านปุ๋ย ได้สะดวก
การหว่านข้าวงอกหรือหว่านน้ำตม โดยการนำเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ถูกเพาะให้งอก มีขนาดตุ่มตา (มีรากงอกประมาณ 1-2 มิลลิเมตร) แล้วจึงหว่านลงในกระทงนา วิธีเพาะให้นำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำ 1 คืน แล้วเอาขึ้นจากน้ำ กองในที่ร่มห่มไว้ด้วยกระสอบป่านชุบน้ำ 2 วัน ข้าวก็จะงอกรากออกมา นำไปหว่านได้ต้องหว่านให้เสมอ หากไม่ชำนาญให้ทำแปลงย่อยแคบๆคือประมาณ 3 เมตร
การคุมน้ำ
ปกติจะเริ่มปล่อยน้ำเข้านาหลังหว่านข้าวประมาณ 10 วัน ระดับน้ำที่ดีคือไม่เกิน 5 ซม. หากน้ำมากข้าวจะยืดตัวเปลืองปุ๋ยมากได้ข้าวน้อย
การใส่ปุ๋ย
ใส่ปุ๋ยครั้งที่1 สูตร 16-16-8 หรือ 16-8-8 อัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ประมาณ 20-30 วันหลังหว่านข้าว
ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 หรือปุ๋ยแต่งหน้าให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 5-15 กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะกำเนิดช่อดอก(เริ่มตั้งท้อง) หรือ 30 วันก่อนข้าวออกดอก (ช่วงเตรียมดินควรใส่ปุ๋ยปูน โดโลไมท์ 2-4 กระสอบ/ไร่)
การใช้ปุ๋ยที่ดีมีประสิทธิภาพสูงสุดต้องใส่ผสมผสานระหว่างปุ๋ยอินทรีย์(หรือปุ๋ยชีวภาพ) โดยใสปุ๋ยคอก 500-1000 กก./ไร่ (หรือปุ๋ยชีวภาพหมักเองประมาณ 250 กก./ไร่) แล้วลดปุ๋ยเคมีลงครึ่งหนึ่ง หรือ ใส่เพียงหนึ่งในสามของอัตราแนะนำ ข้าวไม่ไวแสงหรือข้าวนาปรังจะตอบสนองปุ๋ยดีมาก คือใส่มากได้มากใส่น้อยได้น้อย แต่การทำนาไม่ใช่ให้ได้ข้าวสูงสุด ต้องทำให้ต้นทุนต่ำสุด เกษตรกรจึงควรพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุน
การป้องกันกำจัดหอยเชอรี
การป้องกันและกำจัด ควรใช้หลายวิธีร่วมกัน1). ใช้วัสดุกั้น ทุกทางที่น้ำเข้าได้ด้วยเฝือกและตาข่าย 2). เก็บตัวหอยและไข่ด้วยกระชอนที่มีด้ามยาวและที่แซะไข่แล้วนำไปทำลายทุกสัปดาห์ ตลอด 6 อาทิตย์แรก3). ใช้สารกำจัดหอย ทันทีหลังปักดำเสร็จ หรือหลังไขน้ำเข้านาแล้ว 1 – 2 ชั่วโมง และต้องมีน้ำสูง 5 เซนติเมตร ตามคำแนะนำ
เอกสารโดย: อาจารย์ไพรัตน์ เลื่อนไธสง Pairat Luanthaisong โทร 043 811128
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์
พันธุ์ข้าว
พันธุ์ข้าวที่ใช้ต้องใช้พันธุ์ที่ไม่ไวต่อช่วงแสงเช่น ชัยนาท-1 ปทุมธานี-1 สุพรรณบุรี กข.10 หรือสันป่าตอง-1 หรือข้าวไม่ไวแสงทุกพันธุ์ อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 100-120 วัน อัตราใช้เมล็ดพันธุ์นาหว่าน 20-25 กก./ไร่
การเตรียมดิน
การปรับพื้นที่นาหรือการปรับเทือกให้สม่ำเสมอ จะทำให้ควบคุมน้ำได้สะดวก การงอกของข้าวดีเติบโตสม่ำเสมอ การไถไห้ไถดะทิ้งไว้ 10 วันให้วัชพืชงอกก่อน แล้วไถแปร คราดให้ดีเพื่อกำจัดวัชพืช แล้ทำเทือกเหมือนกับจะตกกล้า การทำเทือก ควรทำก่อนหว่านข้าวหนึ่งวัน เพื่อให้ตะกอนตกดีเสียก่อน แล้วแบ่งกระทงนาออกเป็นแปลงย่อยๆ ขนาดกว้าง 3-5 เมตร ยาวตามความยาวของกระทงนาการแบ่งอาจใช้วิธีแหวกร่อง หรือใช้ไหกระเทียมผูกเชือกลากให้เป็นร่องก็ได้ เพื่อให้น้ำตกลงจากแปลงให้หมด และร่องนี้ยังใช้เป็นทางเดินระหว่างหว่านข้าว หว่านปุ๋ย ได้สะดวก
การหว่านข้าวงอกหรือหว่านน้ำตม โดยการนำเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ถูกเพาะให้งอก มีขนาดตุ่มตา (มีรากงอกประมาณ 1-2 มิลลิเมตร) แล้วจึงหว่านลงในกระทงนา วิธีเพาะให้นำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำ 1 คืน แล้วเอาขึ้นจากน้ำ กองในที่ร่มห่มไว้ด้วยกระสอบป่านชุบน้ำ 2 วัน ข้าวก็จะงอกรากออกมา นำไปหว่านได้ต้องหว่านให้เสมอ หากไม่ชำนาญให้ทำแปลงย่อยแคบๆคือประมาณ 3 เมตร
การคุมน้ำ
ปกติจะเริ่มปล่อยน้ำเข้านาหลังหว่านข้าวประมาณ 10 วัน ระดับน้ำที่ดีคือไม่เกิน 5 ซม. หากน้ำมากข้าวจะยืดตัวเปลืองปุ๋ยมากได้ข้าวน้อย
การใส่ปุ๋ย
ใส่ปุ๋ยครั้งที่1 สูตร 16-16-8 หรือ 16-8-8 อัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ประมาณ 20-30 วันหลังหว่านข้าว
ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 หรือปุ๋ยแต่งหน้าให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 5-15 กิโลกรัมต่อไร่ ที่ระยะกำเนิดช่อดอก(เริ่มตั้งท้อง) หรือ 30 วันก่อนข้าวออกดอก (ช่วงเตรียมดินควรใส่ปุ๋ยปูน โดโลไมท์ 2-4 กระสอบ/ไร่)
การใช้ปุ๋ยที่ดีมีประสิทธิภาพสูงสุดต้องใส่ผสมผสานระหว่างปุ๋ยอินทรีย์(หรือปุ๋ยชีวภาพ) โดยใสปุ๋ยคอก 500-1000 กก./ไร่ (หรือปุ๋ยชีวภาพหมักเองประมาณ 250 กก./ไร่) แล้วลดปุ๋ยเคมีลงครึ่งหนึ่ง หรือ ใส่เพียงหนึ่งในสามของอัตราแนะนำ ข้าวไม่ไวแสงหรือข้าวนาปรังจะตอบสนองปุ๋ยดีมาก คือใส่มากได้มากใส่น้อยได้น้อย แต่การทำนาไม่ใช่ให้ได้ข้าวสูงสุด ต้องทำให้ต้นทุนต่ำสุด เกษตรกรจึงควรพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุน
การป้องกันกำจัดหอยเชอรี
การป้องกันและกำจัด ควรใช้หลายวิธีร่วมกัน1). ใช้วัสดุกั้น ทุกทางที่น้ำเข้าได้ด้วยเฝือกและตาข่าย 2). เก็บตัวหอยและไข่ด้วยกระชอนที่มีด้ามยาวและที่แซะไข่แล้วนำไปทำลายทุกสัปดาห์ ตลอด 6 อาทิตย์แรก3). ใช้สารกำจัดหอย ทันทีหลังปักดำเสร็จ หรือหลังไขน้ำเข้านาแล้ว 1 – 2 ชั่วโมง และต้องมีน้ำสูง 5 เซนติเมตร ตามคำแนะนำ
เอกสารโดย: อาจารย์ไพรัตน์ เลื่อนไธสง Pairat Luanthaisong โทร 043 811128
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์
การคัดพันธุ์ข้าวจากข้าวกล้อง
การคัดพันธุ์ข้าวจากข้าวกล้อง
เป็นวิธีการคัดพันธุ์ข้าวที่มีการปนมากหรือกลายพันธุ์ มีท้องไข่หรือท้องปลาซิว เป็นการคัดแม่พันธุ์แท้กลับมา ผู้คัดต้องรู้ลักษณะประจำพันธุ์ของข้าวพันธ์ที่คัด หรืออาจดูจากลักษณะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่คัด หรือก็คือพันธุ์ข้าวที่มีมากที่สุดนั่นเอง ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ยังมีจมูกข้าวหรือส่วนที่จะงอกเป็นต้นข้าวอยู่ ดังนั้นการคัดต้องเลือกเฉพาะเมล็ดที่มีจมูกข้าวสมบูรณ์อาจทำได้ 2 วิธีคือ
1.การแกะข้าวกล้องด้วยมือสำหรับต้องการเชื้อพันธุ์แท้ไม่มาก
มีขั้นตอนดังนี้
1. นำเมล็ดข้าวเปลือกสายพันธุ์ที่ต้องการมาประมาณครึ่งกิโลกรัม
2. ฝัดทำความสะอาดเพื่อให้เมล็ดลีบออกไป
3. แกะเปลือกด้วยมือโดยแกะจากทางด้านหางของเมล็ดข้าวเพื่อไม่ให้จมูกข้าวถูกทำลาย
4. เลือกข้าวกล้องเมล็ดสมบูรณ์ตรงตามสายพันธุ์ และเมล็ดมีความมันวาว ไม่เป็นโรค ไม่เป็นท้องไข่หรือท้องปลาซิวให้ได้จำนวนประมาณ 100 เมล็ด ที่สำคัญจมูกข้าวต้องไม่หัก
5.นำเมล็ดข้าวกล้องที่คัดเลือกได้ไปเพาะเป็นต้นกล้า
2. การกะเทาะด้วยเครื่องสีข้าวกล้อง
มีขั้ตอนดังนี้
1. นำเมล็ดข้าวเปลือกพันธุ์ที่ต้องการมาประมาณ 1-2 กิโลกรัม หรือตามต้องการ
2. ฝัดทำความสะอาดเพื่อให้เมล็ดลีบออกไป
3. นำข้าวเปลือกไปสีด้วยเครื่องสีข้าวกล้อง
4. นำข้าวกล้องที่สีได้มาฝัด
5. เลือกข้าวกล้องเมล็ดสมบูรณ์ตรงตามสายพันธุ์ เมล็ดมีความมันวาว ไม่เป็นโรค และ ไม่เป็นท้องไข่หรือท้องปลาซิวให้ได้จำนวนตามที่ต้องการ ที่สำคัญจมูกข้าวต้องไม่หัก
6. นำเมล็ดข้าวกล้องที่คัดเลือกได้ไปเพาะเป็นต้นกล้า
หลักการเพาะและปลูกข้าวจากข้าวกล้อง
1. ล้างเมล็ดข้าวที่คัดไว้ให้สะอาด ระวังอย่าให้จมูกข้าวหัก
2. แช่น้ำสะอาดให้เมล็ดเริ่มแทงราก
3. นำไปปลูกในดินหรือกระถางที่เตรียมไว้ หากปลูกในดินให้ปลูกให้เป็นแถวห่างกันประมาณ 30-45 ซม. หากปลูกในแปลงนาต้องระวังข้าวที่ไม่ต้องการเกิดปนมา ต้องกำจัดทิ้ง
4. ระวังมดกินเมล็ดข้าวเพราะข้าวกล้องหอมมดชอบกิน อาจต้องทำคูน้ำเล็กๆกันมด
เอกสารโดย อาจารย์ไพรัตน์ เลื่อนไธสง Pairat Luanthaisong
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ โทร 043 811128
(ข้อมูลจาก มูลนิธิข้าวขวัญ)
เป็นวิธีการคัดพันธุ์ข้าวที่มีการปนมากหรือกลายพันธุ์ มีท้องไข่หรือท้องปลาซิว เป็นการคัดแม่พันธุ์แท้กลับมา ผู้คัดต้องรู้ลักษณะประจำพันธุ์ของข้าวพันธ์ที่คัด หรืออาจดูจากลักษณะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่คัด หรือก็คือพันธุ์ข้าวที่มีมากที่สุดนั่นเอง ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ยังมีจมูกข้าวหรือส่วนที่จะงอกเป็นต้นข้าวอยู่ ดังนั้นการคัดต้องเลือกเฉพาะเมล็ดที่มีจมูกข้าวสมบูรณ์อาจทำได้ 2 วิธีคือ
1.การแกะข้าวกล้องด้วยมือสำหรับต้องการเชื้อพันธุ์แท้ไม่มาก
มีขั้นตอนดังนี้
1. นำเมล็ดข้าวเปลือกสายพันธุ์ที่ต้องการมาประมาณครึ่งกิโลกรัม
2. ฝัดทำความสะอาดเพื่อให้เมล็ดลีบออกไป
3. แกะเปลือกด้วยมือโดยแกะจากทางด้านหางของเมล็ดข้าวเพื่อไม่ให้จมูกข้าวถูกทำลาย
4. เลือกข้าวกล้องเมล็ดสมบูรณ์ตรงตามสายพันธุ์ และเมล็ดมีความมันวาว ไม่เป็นโรค ไม่เป็นท้องไข่หรือท้องปลาซิวให้ได้จำนวนประมาณ 100 เมล็ด ที่สำคัญจมูกข้าวต้องไม่หัก
5.นำเมล็ดข้าวกล้องที่คัดเลือกได้ไปเพาะเป็นต้นกล้า
2. การกะเทาะด้วยเครื่องสีข้าวกล้อง
มีขั้ตอนดังนี้
1. นำเมล็ดข้าวเปลือกพันธุ์ที่ต้องการมาประมาณ 1-2 กิโลกรัม หรือตามต้องการ
2. ฝัดทำความสะอาดเพื่อให้เมล็ดลีบออกไป
3. นำข้าวเปลือกไปสีด้วยเครื่องสีข้าวกล้อง
4. นำข้าวกล้องที่สีได้มาฝัด
5. เลือกข้าวกล้องเมล็ดสมบูรณ์ตรงตามสายพันธุ์ เมล็ดมีความมันวาว ไม่เป็นโรค และ ไม่เป็นท้องไข่หรือท้องปลาซิวให้ได้จำนวนตามที่ต้องการ ที่สำคัญจมูกข้าวต้องไม่หัก
6. นำเมล็ดข้าวกล้องที่คัดเลือกได้ไปเพาะเป็นต้นกล้า
หลักการเพาะและปลูกข้าวจากข้าวกล้อง
1. ล้างเมล็ดข้าวที่คัดไว้ให้สะอาด ระวังอย่าให้จมูกข้าวหัก
2. แช่น้ำสะอาดให้เมล็ดเริ่มแทงราก
3. นำไปปลูกในดินหรือกระถางที่เตรียมไว้ หากปลูกในดินให้ปลูกให้เป็นแถวห่างกันประมาณ 30-45 ซม. หากปลูกในแปลงนาต้องระวังข้าวที่ไม่ต้องการเกิดปนมา ต้องกำจัดทิ้ง
4. ระวังมดกินเมล็ดข้าวเพราะข้าวกล้องหอมมดชอบกิน อาจต้องทำคูน้ำเล็กๆกันมด
เอกสารโดย อาจารย์ไพรัตน์ เลื่อนไธสง Pairat Luanthaisong
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ โทร 043 811128
(ข้อมูลจาก มูลนิธิข้าวขวัญ)
ทำนา 100 ถัง ข้าวคือชีวิต
ทำนา 100 ถัง/ไร่ ไม่ใช่เพ้อฝัน ท่านก็ทำได้ แล้วทำไมเราไม่ทำ?
โดย อาจารย์ไพรัตน์ เลื่อนไธสง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ โทร 043 811128
ปัญหาในการทำนา
วิธีแก้ไข
1. ดินไม่ดี
ดินทรายจัด ขาดอินทรีย์วัตถุ ขาดธาตุอาหารพืช ขาดเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ดินเค็ม
(จุลินทรีย์ เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น มีอยู่ทั่วไป มีทั้งเป็นประโยชน์และเป็นโทษ)
1. ปรับปรุงดิน โดยเพิ่มอินทรีย์วัตถุ เช่นแกลบดิบ 1-2 รถหกล้อต่อไร่ หรือ ปุ๋ยคอก 1-2 ตัน/ไร่ หรือ ฟางแห้งไร่ละ 1-2 ตัน หากข้าวมีอาการใบเหลืองหว่านปุ๋ยยูเรีย 4-5 กก.ต่อไร่ ควรใช้ ปุ๋ยปูนโดโลไมท์ 50-200 กก.+ภูไมท์* 20-100 กก. หรือปลูกโสนอัฟริกัน 7-10 กก./ไร่เป็นปุ๋ยพืชสดลวกน้ำร้อนจัด แล้วหว่าน 45-60 วันไถกลบ ดินเค็มให้ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยชีวภาพ งดใช้ปุ๋ยเคมี
*ภูไมท์ เป็นแร่ธรรมชาติจากเถ้าภูเขาไฟที่ช่วยจับยึดปุ๋ยไม่ให้ละลายทิ้งไป ทำให้ปุ๋ยเป็นประโยชน์ได้เต็มที่และป้องกันโรคข้าวได้
2. พันธุ์ไม่ดี
พันธุ์พื้นเมืองที่ดี ควรอนุรักษ์ไว้ เช่นข้าวกอเดียว เขาวงกาฬสินธุ์
2. ใช้เมล็ดพันธุ์ดี ที่เก็บถูกวิธีหรือซื้อจากหน่วยราชการแต่เก็บทำพันธุ์ต่อได้ไม่เกิน3- 4 ปีต้องซื้อใหม่เพราะจะมีข้าวปนมาก หรือต้องรู้วิธีคัดพันธุ์ข้าวเอง นาดำ 1ไร่ใช้ข้าวปลูก 4-6 กก./ไร่ นาหว่านใช้ 20-25 กก./ไร่ ข้าวที่หว่านให้แช่น้ำ 1 คืน นำมากองห่มด้วยกระสอบเปียกอีก 1 คืน แล้วนำไปหว่าน
3. ตกกล้าเร็วเกินไป หรือทำนาเร็วเกินไป
กล้าอายุเกิน 30 วันจะแตกกอน้อย ข้าวไวแสง(กข.6,มะลิ) ดำนาเร็วหรือช้าจะออกรวงพร้อมกัน แต่ดำเร็วเปลืองปุ๋ย ฟางมากเมล็ดข้าวน้อย
3. ตกกล้าต้นเดือน กรกฎาคม อายุกล้าที่ดำไม่ควรเกิน 30 วัน ดำนาปลายเดือนกรกฎาคม หรือต้นสิงหาคม นาหว่านก็ทำช่วงเดียวกัน อย่าเร่งปุ๋ยยูเรียใส่กล้าแม้จะงามถอนง่าย แต่อ่อนแอแมลงโรครบกวนได้ง่าย หรือให้ใช้ปุ๋ยคอกในการเตรียมแปลงกล้าหรือใช้ ร็อคฟอสเฟต(ปุ๋ยสูตร 0-3-0) 50-100 กก./ไร่ตอนเตรียมดินในแปลงกล้าหรือแปลงนา ดำนากลีบเดียวแตกกอดีที่สุด
อายุต้นข้าวนับจากปลูกถึงเกี่ยว 120-125 วัน จะให้ผลผลิตสูงสุด
4. ใส่ปุ๋ยไม่ถูกวิธี ใส่ไม่ถูกจังหวะ
ทำให้ข้าวไม่แตกกอ เมล็ดไม่เต็ม ข้าวลีบมากไม่มีน้ำหนัก
(ทำปุ๋ยให้เป็นปุ๋ยละลายช้าก่อนใช้โดย ใช้ปุ๋ย 5 กกพรมน้ำพอเปียก คลุกกับ ภูไมท์ 1 กก. หมักไว้ 1 คืน ก่อนนำไปใช้ ประหยัดปุ๋ยลงได้มาก)
4. ให้ใส่ปุ๋ยเคมี 2 ครั้ง ให้ถูกจังหวะ
ครั้งแรก ปุ๋ยรองพื้น นาดินทรายใช้สูตร 16-16-8 หรือ 15-15-15 อัตรา 20-25 กก. ใส่ก่อนปักดำโดยหว่านแล้ไถกลบแล้วดำ หรือใส่ในวันปักดำ (ดินเหนียว 16-20-0) นาหว่านใส่ปุ๋ย 10 วันหลังหว่านข้าว ใช้ปุ๋ยที่มีธาตุรองด้วยจะดีกว่า(มังกานีสและกำมะถัน)
ครั้งที่ 2 ปุ๋ยแต่งหน้า ใช้ปุ๋ยยูเรีย( 46-0-0) 5-10 กก.ต่อไร่ใส่ตอนข้าวท้องอ่อน ถ้าเป็น กข.6 หรือ มะลิ 105 (หรือประมาณวันที่ 20 กันยายน)
ปุ๋ยเคมีต้นทุนสูง ดินเสื่อม ควรหันมาใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมัก ต้นทุนถูกกว่าบำรุงดินดี ผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องผลิตปุ๋ยชีวภาพเองจึงจะคุ้ม
5. มีศัตรูข้าวรบกวน มีวัชพืช
ยาฆ่าหญ้าเป็นอันตรายต่อคน สัตว์และสิ่งแวดล้อมสูงมากไม่แนะนำให้ใช้
5. ก่อนตกกล้าป้องกันหนอนกอโดย แช่ข้าวปลูก 12 กก. กับเครือขอฮอ(บอระเพ็ด) สดตัดเป็นท่อนสั้นตำพอแตก 2 กก 1 คืน หรือ ใช้เครือขอฮอสด 10 กก./ไร่ หว่านให้ทั่ว
หากมีหอยเชอรี่ปักไม้ล่อหอยมาวางไข่เก็บทำลายทั้งตัวและไข่ กรองน้ำเข้านา ยาเส้น ต้นและใบยาสูบ ปูนขาว ฆ่าหอยได้ กำจัดวัชพืชโดย ปลูกถั่วฮามาต้า เลี้ยงวัวไว้กินหญ้า ตามคันนา การทำนาช้าวัชพืชจะน้อยลง
6.ดินนาขาดจุลินทรีย์ธรรมชาติ
ทำให้การย่อยสลายเศษพืชไม่ดี
ถ้าใส่อินทรียวัตถุมากเกิดข้าวเหลือง ให้ใช้ปุ๋ยยูเรีย 5 กก./ไร่ แก้ได้
6. ใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ เช่น อีเอ็ม หรือชนิดทำเองฉีดพ่นอย่างสม่ำเสมอ หรือใช้ปุ๋ยชีวภาพ หมักแห้ง 150-200 กก./ไร่ +ปุ๋ยพืชสด+แกลบดิบ จะดีที่สุดทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี
อย่าเผาตอซังหลังเกี่ยวข้าว หว่านปุ๋ยชีวภาพไถกลบไว้ หรือลงแกลบไว้ในหน้าแล้งหว่านปุ๋ยชวีวภาพเมื่อฝนมาแล้วไถกลบ หว่านโสนอัฟริกัน 45-50 วันหว่านปุ๋ยขีวภาพไถกลบทิ้งไว้ 10 วันดำนาได้ ต้นทุนต่ำ โปรดหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีทุกชนิด
นาชีวภาพ
ใชัปุ๋ยชีวภาพแห้งและน้ำ ปีที่ 1 ใชัปุ๋ยชีวภาพแห้งอัตรา 200 กก./ไร่ แบ่งใส่ 3 ครั้ง ก่อนไถ หลังปักดำ และข้าวอุ้มท้อง หรือใส่ครั้งเดียวก่อนไถกลบ ปีต่อไปใช้ลดลงปีละ 50 กก. หากดินฟื้นตัวมีชีวิตแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ ใช้เพียงน้ำหมักชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตรน้ำ/ไร่ + 100-200 ลิตร+ กากน้ำตาล 1 ลิตร ก่อน สาดให้ทั่วนาก่อนไถกลบ หรือ ใส่เมื่อฝนตกหนักในนาข้าว
หรือทำนาแบบขี้เกียจ ง่ายๆ ไถ กลบตอซัง หว่านฟางคลุม ปล่อยน้ำเข้านา พร้อมปุ๋ยน้ำชีวภาพ 1 ลิตร+น้ำ 100 ลิตร+ กากน้ำตาล 1 ลิตรปล่อยตามน้ำไหลเข้านา หรือใช้วิธีสาดให้ทั่วแปลงนา ก่อนไถ หรือปักดำ
การหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพ ต้องควบคุมคุณภาพให้ดี หรือ ใช้เชื้อ พด. ของ กรมพัฒนาที่ดิน
หรือใช้เชื้อ อีเอ็ม ของแท้ คุณภาพแน่นอนกว่า
โดย อาจารย์ไพรัตน์ เลื่อนไธสง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ โทร 043 811128
ปัญหาในการทำนา
วิธีแก้ไข
1. ดินไม่ดี
ดินทรายจัด ขาดอินทรีย์วัตถุ ขาดธาตุอาหารพืช ขาดเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ดินเค็ม
(จุลินทรีย์ เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น มีอยู่ทั่วไป มีทั้งเป็นประโยชน์และเป็นโทษ)
1. ปรับปรุงดิน โดยเพิ่มอินทรีย์วัตถุ เช่นแกลบดิบ 1-2 รถหกล้อต่อไร่ หรือ ปุ๋ยคอก 1-2 ตัน/ไร่ หรือ ฟางแห้งไร่ละ 1-2 ตัน หากข้าวมีอาการใบเหลืองหว่านปุ๋ยยูเรีย 4-5 กก.ต่อไร่ ควรใช้ ปุ๋ยปูนโดโลไมท์ 50-200 กก.+ภูไมท์* 20-100 กก. หรือปลูกโสนอัฟริกัน 7-10 กก./ไร่เป็นปุ๋ยพืชสดลวกน้ำร้อนจัด แล้วหว่าน 45-60 วันไถกลบ ดินเค็มให้ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยชีวภาพ งดใช้ปุ๋ยเคมี
*ภูไมท์ เป็นแร่ธรรมชาติจากเถ้าภูเขาไฟที่ช่วยจับยึดปุ๋ยไม่ให้ละลายทิ้งไป ทำให้ปุ๋ยเป็นประโยชน์ได้เต็มที่และป้องกันโรคข้าวได้
2. พันธุ์ไม่ดี
พันธุ์พื้นเมืองที่ดี ควรอนุรักษ์ไว้ เช่นข้าวกอเดียว เขาวงกาฬสินธุ์
2. ใช้เมล็ดพันธุ์ดี ที่เก็บถูกวิธีหรือซื้อจากหน่วยราชการแต่เก็บทำพันธุ์ต่อได้ไม่เกิน3- 4 ปีต้องซื้อใหม่เพราะจะมีข้าวปนมาก หรือต้องรู้วิธีคัดพันธุ์ข้าวเอง นาดำ 1ไร่ใช้ข้าวปลูก 4-6 กก./ไร่ นาหว่านใช้ 20-25 กก./ไร่ ข้าวที่หว่านให้แช่น้ำ 1 คืน นำมากองห่มด้วยกระสอบเปียกอีก 1 คืน แล้วนำไปหว่าน
3. ตกกล้าเร็วเกินไป หรือทำนาเร็วเกินไป
กล้าอายุเกิน 30 วันจะแตกกอน้อย ข้าวไวแสง(กข.6,มะลิ) ดำนาเร็วหรือช้าจะออกรวงพร้อมกัน แต่ดำเร็วเปลืองปุ๋ย ฟางมากเมล็ดข้าวน้อย
3. ตกกล้าต้นเดือน กรกฎาคม อายุกล้าที่ดำไม่ควรเกิน 30 วัน ดำนาปลายเดือนกรกฎาคม หรือต้นสิงหาคม นาหว่านก็ทำช่วงเดียวกัน อย่าเร่งปุ๋ยยูเรียใส่กล้าแม้จะงามถอนง่าย แต่อ่อนแอแมลงโรครบกวนได้ง่าย หรือให้ใช้ปุ๋ยคอกในการเตรียมแปลงกล้าหรือใช้ ร็อคฟอสเฟต(ปุ๋ยสูตร 0-3-0) 50-100 กก./ไร่ตอนเตรียมดินในแปลงกล้าหรือแปลงนา ดำนากลีบเดียวแตกกอดีที่สุด
อายุต้นข้าวนับจากปลูกถึงเกี่ยว 120-125 วัน จะให้ผลผลิตสูงสุด
4. ใส่ปุ๋ยไม่ถูกวิธี ใส่ไม่ถูกจังหวะ
ทำให้ข้าวไม่แตกกอ เมล็ดไม่เต็ม ข้าวลีบมากไม่มีน้ำหนัก
(ทำปุ๋ยให้เป็นปุ๋ยละลายช้าก่อนใช้โดย ใช้ปุ๋ย 5 กกพรมน้ำพอเปียก คลุกกับ ภูไมท์ 1 กก. หมักไว้ 1 คืน ก่อนนำไปใช้ ประหยัดปุ๋ยลงได้มาก)
4. ให้ใส่ปุ๋ยเคมี 2 ครั้ง ให้ถูกจังหวะ
ครั้งแรก ปุ๋ยรองพื้น นาดินทรายใช้สูตร 16-16-8 หรือ 15-15-15 อัตรา 20-25 กก. ใส่ก่อนปักดำโดยหว่านแล้ไถกลบแล้วดำ หรือใส่ในวันปักดำ (ดินเหนียว 16-20-0) นาหว่านใส่ปุ๋ย 10 วันหลังหว่านข้าว ใช้ปุ๋ยที่มีธาตุรองด้วยจะดีกว่า(มังกานีสและกำมะถัน)
ครั้งที่ 2 ปุ๋ยแต่งหน้า ใช้ปุ๋ยยูเรีย( 46-0-0) 5-10 กก.ต่อไร่ใส่ตอนข้าวท้องอ่อน ถ้าเป็น กข.6 หรือ มะลิ 105 (หรือประมาณวันที่ 20 กันยายน)
ปุ๋ยเคมีต้นทุนสูง ดินเสื่อม ควรหันมาใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมัก ต้นทุนถูกกว่าบำรุงดินดี ผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องผลิตปุ๋ยชีวภาพเองจึงจะคุ้ม
5. มีศัตรูข้าวรบกวน มีวัชพืช
ยาฆ่าหญ้าเป็นอันตรายต่อคน สัตว์และสิ่งแวดล้อมสูงมากไม่แนะนำให้ใช้
5. ก่อนตกกล้าป้องกันหนอนกอโดย แช่ข้าวปลูก 12 กก. กับเครือขอฮอ(บอระเพ็ด) สดตัดเป็นท่อนสั้นตำพอแตก 2 กก 1 คืน หรือ ใช้เครือขอฮอสด 10 กก./ไร่ หว่านให้ทั่ว
หากมีหอยเชอรี่ปักไม้ล่อหอยมาวางไข่เก็บทำลายทั้งตัวและไข่ กรองน้ำเข้านา ยาเส้น ต้นและใบยาสูบ ปูนขาว ฆ่าหอยได้ กำจัดวัชพืชโดย ปลูกถั่วฮามาต้า เลี้ยงวัวไว้กินหญ้า ตามคันนา การทำนาช้าวัชพืชจะน้อยลง
6.ดินนาขาดจุลินทรีย์ธรรมชาติ
ทำให้การย่อยสลายเศษพืชไม่ดี
ถ้าใส่อินทรียวัตถุมากเกิดข้าวเหลือง ให้ใช้ปุ๋ยยูเรีย 5 กก./ไร่ แก้ได้
6. ใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ เช่น อีเอ็ม หรือชนิดทำเองฉีดพ่นอย่างสม่ำเสมอ หรือใช้ปุ๋ยชีวภาพ หมักแห้ง 150-200 กก./ไร่ +ปุ๋ยพืชสด+แกลบดิบ จะดีที่สุดทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี
อย่าเผาตอซังหลังเกี่ยวข้าว หว่านปุ๋ยชีวภาพไถกลบไว้ หรือลงแกลบไว้ในหน้าแล้งหว่านปุ๋ยชวีวภาพเมื่อฝนมาแล้วไถกลบ หว่านโสนอัฟริกัน 45-50 วันหว่านปุ๋ยขีวภาพไถกลบทิ้งไว้ 10 วันดำนาได้ ต้นทุนต่ำ โปรดหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีทุกชนิด
นาชีวภาพ
ใชัปุ๋ยชีวภาพแห้งและน้ำ ปีที่ 1 ใชัปุ๋ยชีวภาพแห้งอัตรา 200 กก./ไร่ แบ่งใส่ 3 ครั้ง ก่อนไถ หลังปักดำ และข้าวอุ้มท้อง หรือใส่ครั้งเดียวก่อนไถกลบ ปีต่อไปใช้ลดลงปีละ 50 กก. หากดินฟื้นตัวมีชีวิตแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ ใช้เพียงน้ำหมักชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตรน้ำ/ไร่ + 100-200 ลิตร+ กากน้ำตาล 1 ลิตร ก่อน สาดให้ทั่วนาก่อนไถกลบ หรือ ใส่เมื่อฝนตกหนักในนาข้าว
หรือทำนาแบบขี้เกียจ ง่ายๆ ไถ กลบตอซัง หว่านฟางคลุม ปล่อยน้ำเข้านา พร้อมปุ๋ยน้ำชีวภาพ 1 ลิตร+น้ำ 100 ลิตร+ กากน้ำตาล 1 ลิตรปล่อยตามน้ำไหลเข้านา หรือใช้วิธีสาดให้ทั่วแปลงนา ก่อนไถ หรือปักดำ
การหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพ ต้องควบคุมคุณภาพให้ดี หรือ ใช้เชื้อ พด. ของ กรมพัฒนาที่ดิน
หรือใช้เชื้อ อีเอ็ม ของแท้ คุณภาพแน่นอนกว่า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)